วันจันทร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2553

ป่าชุมชน ความหวังของป่าไม้ไทย

รัฐธรรมนูญใหม่ได้แสดงถึงเจตนารมย์ในการกระจายอำนาจการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมสู่ประชาชนและชุมชนไว้อย่างชัดเจน โดยได้บัญญัติถึงบทบาทของประชาชน ชุมชน และองค์กรเอกชนในรูปแบบต่าง ๆ ไว้ในมาตรต่าง ๆ พอจะสรุปได้ดังนี้
ด้านสิทธิและหน้าที่ของประชาชนและชุมชน
บุคคลมีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการบำรุงรักษาและการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางธรรมชาติ รวมทั้งการมีส่วนร่วมในการคุ้มครอง ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม (มาตรา 56) สำหรับบุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมก็มีสิทธิดังกล่าวต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชนเช่นกัน รวมทั้งสิทธิอนุรักษ์และฟื้นฟูจารีต ประเพณี ศิลปและวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น (มาตรา 46)
นอกจากนี้ บุคคลยังมีสิทธิได้รับข้อมูล คำชี้แจงเหตุผลจากหน่วยงานของรัฐ และมีสิทธิเสนอความเห็นเกี่ยวกับโครงการหรือกิจกรรมใด ๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้สำคัญอื่นที่เกี่ยวกับชุมชนท้องถิ่นก่อนที่จะมีการอนุญาต หรือดำเนินการ (มาตรา 59) และมีสิทธิฟ้องหน่วยงานของรัฐ ทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น หากไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิในทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ด้านหน้าที่ของรัฐ
สำหรับหน้าที่ของรัฐนั้น จะต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสงวน บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุล ตลอดจนควบคุมและกำจัดภาวะมลพิษที่มีผลต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน (มาตรา 79)
ด้านหน้าที่ขององค์กรท้องถิ่น
องค์กรท้องถิ่นมีอำนาจหน้าที่ ในการส่งเสริมและรักษาทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในเขตพื้นที่ (มาตรา 290) เมื่อพิจารณาจากสาระของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ประกอบกับแผนการจัดการทรัพยากรป่าไม้ภายใต้นโยบายและแผนการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2540-2559 ในส่วนของนโยบายและแนวทางดำเนินการจัดการทรัพยากรป่าไม้ จะพบว่าทุกหน่วยงานต่างก็ส่งเสริมแนวคิดที่ให้ "คนอยู่ร่วมกับป่า" ได้ ซึ่งหลายฝ่ายที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับงานด้านป่าไม้ต่างก็ยอมรับว่าพระราชบัญญัติป่าชุมชนที่อยู่ระหว่างการแก้ไขนั้นเป็นความหวังและทางรอดของป่าไม้ประเทศไทย
นอกจากแนวคิดเรื่อง "ป่าชุมชน" แล้ว นโยบายการปลูกป่าก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทยให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรวาสทรงครองราชย์ ปีที่ 50 นั้น แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชนท้องถิ่น และประชาชนทั่วไป ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2537 แม้จะเป็นโครงการที่มีปัญหาและอุปสรรคมากมายจนหลายฝ่ายมองว่าโอกาสสำเร็จคงเป็นไปได้ยาก และจากผลการดำเนินการที่ปรากฎจะไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าโครงการนี้ล้มเหลว อย่างน้อยที่สุด ก็นับเป็นนิมิตหมายที่ดี ที่หน่วยงานต่าง ๆ ได้ร่วมแรงร่วมใจกันดำเนินการเพื่ออนุรักษ์ป่าไม้ของประเทศไทยอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมที่สุดอีกครั้ง และคงต้องติดตามต่อไปว่าโครงการดังกล่าวที่จะสิ้นสุดในปี พ.ศ. 2541 นี้ จะสำเร็จตามเป้าหมายหรือไม่
คงไม่มีคนไทยคนไหนอยากให้ป่าไม้ของประเทศที่เหลืออยู่น้อยนิดอยู่แล้ว ต้องมีสภาพย่ำแย่ไปมากกว่านี้อีก ดังนั้น ไม่ว่าพระราชบัญญัติป่าชุมชนที่ออกมา จะอนุญาตให้คนอยู่ร่วมกับป่าในรูปแบบใดหรือหน่วยงานต่าง ๆ จะปลูกป่าเพิ่มขึ้นได้มาก-น้อยเพียงใดก็ตาม ต่อไปนี้ กรมป่าไม้เพียงหน่วยงานเดียวคงไม่สามารถดูแลป่าไม้ของประเทศได้ทั้งหมด ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนทุกคนและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจังให้เกิดการจัดการทรัพยากรป่าไม้ให้ตอบสนองความต้องการของคนในยุคปัจจุบันได้อย่างเพียงพอ โดยไม่สร้างความลำบากให้แก่คนรุ่นต่อ ๆ ไปซึ่งจะทำให้เกิดการพัฒนาป่าไม้อย่างยั่งยืน
ที่มา : http://web.ku.ac.th/schoolnet/snet6/envi5/longlive/long.htm

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น