
ป่าไม้ กับ คน (ชุมชน) ในสังคมชนบทไทยมีความผูกพันกันมานมนาน ชาวบ้านต่างได้พึ่งพาอาศัยป่าในการดำรงชีวิต ทั้งยังมีความเชื่อ ประเพณีและวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงชุมชนกับป่า เช่น ความเชื่อเรื่องผีป่าที่ดูแลป่าต้นน้ำ ก็เป็นการจัดระเบียบการใช้ป่ากันเองของชุมชน ต่อมา เมื่อการขยายตัวของอุตสาหกรรม พืชพาณิชย์ การสัมปทานไม้ โครงการพัฒนาต่างๆ ของรัฐ เช่น การสร้างเขื่อน รวมทั้งชุมชนบางชุมชนที่ทำไร่บนพื้นที่สูง บุกรุกป่าเพื่อเปิดพื้นที่ทำกิน ก็เป็นผู้ทำลายป่าเสียเอง ทำให้ป่าถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ป่าไม้ไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง หรือบางครั้งก็ปล่อยปละละเลยที่จะดูแล ด้วยเหตุนี้ชุมชนต่างๆ ที่เป็นผู้ใช้ป่าจึงดำเนินการรักษาและอนุรักษ์ป่าเอง
การที่ชุมชนตั้งกฎเกณฑ์ วิธีการ และกลไกการควบคุมบังคับในการใช้ป่า แต่ก็สามารถบังคับใช้กับคนในชุมชนเท่านั้น ไม่สามารถบังคับคนภายนอกได้ อีกทั้งการตัดไม้ ทำลายป่าก็มักเกิดจากการจ้างชาวบ้านโดยกลุ่มทุนใหญ่ ดังนั้นรัฐจึงแก้ปัญหาด้วยประกาศพื้นที่ป่าต่างๆ เป็นอุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์ป่า แล้วบังคับให้คนออกจากป่า ถูกกีดกันไม่ให้มีสิทธิจัดการป่า ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่สามารถแก้ปัญหาเดิมได้แล้ว ยังก่อให้เกิดปัญหาอื่นเพิ่ม เช่น ความยากจนในชุมชนที่พึ่งพาป่า เพราะไม่สามารถใช้ทรัพยากรได้ การทำลายป่าไม้ที่แท้จริงซับซ้อนกว่าการบุกรุกของชาวบ้านเพียงอย่างเดียว ดังนั้น การสนับสนุนให้ชุมชนมีความเข้มแข็งในการจัดการป่าได้จึงควรจะเกิดขึ้น และต้องมีกฎหมายรองรับสิทธิการจัดการป่าของชาวบ้าน ให้มีสถานะทางกฎหมาย และต้องสร้างกลไกให้เจ้าหน้าที่รัฐ และภาคสังคมเข้าไปมีส่วนร่วม สนับสนุน ตรวจสอบได้ จึงเป็นที่มาของ "พระราชบัญญัติป่าชุมชน" ที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 3 วาระ รอเพียงการพิจารณาของวุฒิสภาเท่านั้น
ความขัดแย้งในการจัดการป่าซับซ้อนขึ้นอีก เมื่อรัฐ, องค์กรอนุรักษ์และชนชั้นกลางในสังคมส่วนหนึ่ง ต้องให้มี "เขตป่าปลอดมนุษย์" ในพื้นที่ป่าต้นน้ำที่ต้องปกป้องรักษาไว้ให้เป็นพื้นที่สีเขียวปราศจากการรบกวนทั้งสิ้น ซึ่งต้องมีการอพยพชุมชนที่อยู่มาแต่ก่อนออกจากเขตป่านั้น เพราะถูกมองว่าเป็นภัยต่อทรัพยากรของชาติ
"การจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์ในปัจจุบันยังมาสามารถหยุดยั้งการทำลายป่าได้ ยังคงพบการทำลายป่าด้วยวิธีการต่างๆ เสมอ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นภัยที่มาจากคนยู่นอกป่า มากกว่าคนในป่า ทั้งนี้เนื่องจากเป็นการจัดการ มีกรมป่าไม้รับผิดชอบอยู่หน่วยงานเดียวดูแลไม่ทั่วถึง ดังนั้นจึงต้องเปลี่ยนเป็นการจัดการเชิงซ้อน ให้มีการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม อีกประการหนึ่งพื้นที่อนุรักษ์ที่ราชการประกาศนั้น ล้วนแต่มีชุมชนท้องถิ่นตั้งถิ่นฐานอยู่ก่อนแล้วทั้งสิ้น การปิดกั้น การจำกัดสิทธิต่างๆ ด้วยการข่มขู่ ส่งผลในทางตรงข้าม เป็นการผลักดันชุมชนให้จนตรอก และหันไปใช้ประโยชน์จากป่าอย่างทำลาย" ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
"…อีกประการหนึ่งที่ผมรู้สึกน้อยใจมาก ที่ทางพี่น้องตอนกลาง ในกรุงเทพหรือตอนล่างบอกว่า ท่านเป็นเจ้าของส่วนหนึ่ง นั้นคือ ป่ามหาชน ป่าเป็นของทุกคน ใช่.. แต่ผมถามท่านตรงนี้ ป่ามหาชนจริงๆ เมื่ออดีตมันอยู่ตรงไหนมันมีทั่วไปในประเทศไทย แม้ที่เรานั่งตรงนี้ผมเชื่อว่ามันก็เป็นป่า แต่วันนี้มันไม่มีแล้ว มันเป็นตึก เป็นอาคาร แต่ท่านก็ไปเรียกร้องว่าป่าเป็นของมหาชน ถ้าท่านอยากได้ป่าเป็นมหาชน พวกผมคนอยู่บนเขาภาคเหนือ ขอเรียกร้องบ้าง ผมขอเมืองกรุงเทพเป็นของมหาชนได้ไหม ผมขอทุ่งนาแถวอยุธยา แถวสิงห์บุรี เป็นของมหาชนได้ไหม พวกผมจะพากันลงมาอยู่ ผมยกตัวอย่างว่าประเทศไทยมีเงิน 100 บาท แบ่งให้ลูก 3 คน คนหนึ่งอยู่กรุงเทพ คนหนึ่งอยู่เชียงใหม่ คนหนึ่งอยู่บนยอดเขา แต่สองที่อยู่กรุงเทพ-เชียงใหม่ใช้เงินไปหมดแล้ว เหลือแค่ที่คนชาวเขาอยู่ 30 บาท แต่ท่านก็บอกว่า 30 บาทนั้นเป็นของ 3 คนนั้น จะต้องใช้ร่วมกัน ดูแลร่วมกัน แล้วความเป็นธรรมมันอยู่ตรงไหน..." กำนันอนันต์ ดวงแก้วเรือน (ประธานป่าชุมชนภาคเหนือ)
"…ป่าอนุรักษ์เดี๋ยวนี้ ก็คือป่าศักดิ์สิทธิ์เมื่อก่อน ที่ไม่มีใครแตะต้อง แต่เดี๋ยวเปลี่ยนไปเป็นไร่กะหล่ำปลี ผลกระทบที่ตามมาก็คือน้ำแห้งมีแต่ทราย ฝ่ายต่างๆ อ่างเก็บน้ำต่างๆ ที่เสียเงินสร้างมากมายในการสร้าง เพื่อเก็บน้ำไว้ใช้หน้าแล้ง ก็ไม่มีน้ำให้เก็บ นี่คือความสูญเสีย นี่คือข้อเท็จจริง หาว่าเราแย่งทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ใช่..เพราะมันไม่มีให้แย่ง แล้วน้ำมันก็มาจากดอย ไม่ได้มาจากทะเล... บ้านเราเองก็ต้องจัดเป็นสัดส่วน ใครจะเอาห้องพระมาเป็นห้องครัว พ.ร.บ.นี้เหมือนแกงโฮะ ที่เอากับข้าวทุกอย่างที่เหลือๆ มารวมกัน อย่าลืมว่าแกงโฮะนี่กินได้มื้อเดียวนะครับ ถ้าขืนให้ พ.ร.บ.แกงโฮะนี้ออกมา ผมว่าอนาคตป่าไม้ในประเทศไทยหายนะแน่ๆ จะแก้ไขเรื่องนี้ต้องแก้ให้ถูกจุด ไม่ใช่แก้โดยออก พ.ร.บ.ป่าชุมชน เราก็เห็นกันอยู่แล้วว่าเขาเป็นนักทำลายป่า ทุกวันนี้ไม่มีใครปลูกไม้ไว้ใช้ตามที่อ้างหรอก แต่ใช้ไม้ตามธรรมชาติทั้งนั้น แล้วจะเสี่ยงให้เขาดูแลหรือครับ คนพวกนี้ก้าวก่ายสิทธิคนพื้นราบอย่างยิ่ง ผมเลยต้องคัดค้านอย่างเต็มที่" อาจารย์ประพัฒน์ เรือนคำฟู ประธานสมาพันธ์อนุรักษ์ป่าต้นน้ำภาคเหนือ
ข้อสังเกตุอีกประการหนึ่งของ พ.ร.บ ฉบับนี้ก็คือที่มาของคณะกรรมการป่าชุมชนทั้งระดับชาติ หรือระดับจังหวัด ซึ่งมีอัตราส่วนของเจ้าหน้าที่รัฐ มากกว่าชาวบ้าน หรือองค์กรพัฒนาเอกชน แล้วอำนาจการดูแลป่า การจัดการป่า จะตกถือมือประชาชนอย่างแท้จริงหรือไม่ หรือเป็นการหมกเม็ด เก็บอำนาจให้อยู่กับกรมป่าไม้ เพื่อผลประโยชน์ใดๆ
ที่มา : http://thaingo.org/story/forest.html
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น